บทที่ 2 หมาจิ้งจอกในร่างกระต่าย
ตอนที่ 2 หมาจิ้งจอกในร่างกระต่าย
“ไอ้คนใจดำ” ริมฝีปากสั่นสบถออกมา สายตาจับอยู่บนพื้นดินแฉะซึ่งมีซากข้าวเหนียวเละๆ ถูกเหยียบทิ้งไว้ตรงนั้น
“หึ เธอพูดอย่างนี้กับคนที่ช่วยชีวิต เก็บเธอมาจากข้างถนนอย่างนั้นหรือ หมาหลง...เธอนี่มันไม่รู้จักคุณคนจริงๆ รู้มั้ยหมาของฉันสามตัว... ฉันเจอมันนอนหนาวสั่นอยู่ข้างกองขยะ ตอนนั้นฉันโยนข้าวให้มันกินแบบเดียวกับเธอนี่แหละ แต่มันสำนึกบุญคุณ เดินตามฉันกลับบ้าน ช่วยเฝ้าบ้าน ไล่ขโมย ซื่อสัตย์ และจงรักภักดี...แต่ดูเธอสิ...คนเนรคุณอย่างเธอ...อายหมาจริงๆ”
“ผมไม่ใช่หมา...ถึงคุณจะช่วยผมมาจาก...อะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถดูถูกหรือเหยียดหยามผมยังไงก็ได้”
“ขนาดจำอะไรไม่ได้ แต่ความหยิ่งผยอง จองหองปากดี...มันก็ยังติดเป็นสันดานของเธออยู่ดีนั่นแหละ”
“หมายความว่ายังไง คุณรู้จักผมมาก่อนอย่างนั้นหรือ” เปลือกตาบวมเป่งพยายามเพ่งมองชายตรงหน้า
“หึ....เจ้าหมาหลงทางน่าสงสาร รีบไปเก็บกวาด ทำงานของเธอให้เรียบร้อยดีกว่า เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก”
“ผมไม่ทำ" เท้าเล็กหันไปเตะไม้กวาดด้ามยาวจนมันกระเด็นไปไกล
"หึ..."
"บอกมานะ คุณรู้จักผมใช่หรือเปล่า”
“ถ้าฉันบอกว่า...ก่อนหน้านี้เธอคือลูกหนี้ที่ถูกขายมาให้ฉันทรมานเล่น เธอจะเชื่อฉันมั้ย”
“อย่ามาโกหก คุณเป็นใคร แล้วผมเป็นใคร...บอกมานะ”
“เธอเป็น...เจ้าหมาหลงทางน่าสมเพช แค่นั้น...ไปทำงาน”
ขายาวก้าวเข้ามาภายในตัวบ้าน ใช้รอยแยกของผ้าม่านมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังพยายามใช้มือขยุ้มเส้นผมบนหัว ก่อนจะทุบกำปั้นกระแทกมันรัวๆ เหมือนพยายามกระตุ้นความจำให้กลับคืนมา
“ได้เวลาชดใช้หนี้แค้นระหว่างเราแล้ว...การันต์” ฟันกรามขบค้างขึ้นเป็นสันนูน ก่อนที่ดวงตาสีเข้มจะสะบัดมองกลับไปภายในตัวบ้านไม้อันเป็นอาณาจักรของตัวเอง
สุนัขพันธุ์ไทยสีกระดำกระด่างสามตัวกระดิกหาง คอยเดินตามหลังเจ้านายมายังรถกระบะแบบสี่ประตู ลูกน้องคนสนิทวิ่งอ้อมมาจากกระท่อมเล็กหลังบ้าน แล้วกระโดดขึ้นไปสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างรู้หน้าที่
“ฉันจะออกไปทำธุระ อยู่ที่นี่...เฝ้าบ้านฉันให้ดีล่ะ” เจ้าของบ้านใจร้ายหันไปสั่งเพียงสั้นๆ จนลูกน้องเคลื่อนล้อทิ้งห่างบ้านไม้หลังใหญ่ออกไปตามถนน
“ทิ้งให้อยู่คนเดียวอย่างนั้นมันจะดีหรือครับคุณเปลว แล้วถ้าคุณกา...เอ่อ...ถ้าเจ้าหลงหนีไปล่ะ” เด็กหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆ หันมาถามเจ้านาย ริมฝีปากหุบฉับขยับเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ทันทีเมื่อเห็นสายตาขวางดุ
“มึงคิดว่าสภาพอย่างนั้น เขาจะหนีไปไหนรอด...แล้วจำเอาไว้เรื่องชื่อเดิมของการันต์ ห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาด โดยเฉพาะเจ้าคนสมองกลวงนั่น”
“ทำไมล่ะครับ”
“ไม่ต้องถาม ต่อจากนี้ไป...ระวังปาก ระวังคำให้ดี แล้วจำไว้นะ ที่นี่ไม่มีคนชื่อการันต์ มีแค่เจ้าหมาหลงทางเท่านั้น เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจครับ”
เมื่อรถใหญ่เคลื่อนหายไปจากสายตา เท้าระบมวิ่งกลับขึ้นไปบนบ้าน พุ่งไปยังส่วนที่คิดว่าน่าจะเป็นห้องครัว ดวงตาปูดโปนบวมช้ำกวาดมองไปรอบๆ เริ่มต้นรื้อค้นหาสิ่งของอันอาจเรียกได้ว่าเป็นอาหาร จัดการยัดมันเติมใส่เข้าไปในท้องอันว่างเปล่า รองเท้าบูตคู่ใหญ่ถูกขโมยมาสวมใส่แล้วปรับผูกรัดเชือกจนแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้มันหลุดหากเขาจำเป็นต้องวิ่งหรือเดินไปในระยะทางไกลๆ
“ไป” เสียงแหลมตะคอกออกไปดังที่สุด เพื่อหวังไล่ให้หมาสามตัวหลบไปให้พ้นทาง แต่นอกจากมันจะไม่หลบแล้วมันยังเดินตามเขาไปทุกฝีก้าว หรือแม้แต่เรียกหลอกให้มันเข้าบ้านเพื่อต้องการขังไว้ด้านใน แต่เหมือนพวกมันจะรู้ทันเพราะหากมันอยู่ข้างในตัวหนึ่งอีกสองตัวจะวิ่งหลบออกมายืนอยู่ด้านนอก
“โธ่เว้ย” เมื่อไล่และออกอุบายขังหมาทั้งสามไม่สำเร็จ คนขาดความจำจึงตัดสินใจวิ่งไปตามถนน ย้อนไปตามทางเดิมที่ตัวเองมั่นใจว่ามันจะช่วยพาหนีไปให้พ้นคนใจร้าย โดยมีหมาสามตัววิ่งตามมาด้านหลังไม่ห่าง
คนหลงทางวิ่งมาไกลจนเหงื่อไหลท่วมไปทั้งตัว แขนขาสั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกเพราะบนถนนเขตชนบทไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านไปผ่านมาให้เขาได้ร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่คันเดียว นอกเสียจาก....
“เหนื่อยหรือยัง....” รถกระบะคันใหญ่จอดนิ่งอยู่ริมทาง เจ้าของร่างสูงยืนพ่นควันบุหรี่สีเทาอย่างอารมณ์ดี
“นี่คุณ...”
“เลี้ยงไม่เชื่อง”
“บ้าชะมัด” ปากแห้งหอบเอาอากาศหายใจเข้าไปในปอดลึกๆ ก่อนจะเหลียวหลังหันกลับไปมองหมาสามตัวที่วิ่งตามมาติดๆ
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรือได้ ฉันจะบอกทางให้ ถ้าเธอวิ่งต่อไปอีกประมาณสิบกิโลเมตร ข้างหน้าจะมีแคมป์คนงานรับจ้างขนไม้อยู่ ถ้าอยากแวะพักเหนื่อยขอพวกมันกินน้ำ กินท่าละก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบใจวิ่งต่อไปอีกหน่อยจะเจอจุดพัก พวกคนขับรถพ่วง แต่...ฉันไม่แน่ใจว่าพวกมันยินดีจะแบ่งข้าวปลาอาหาร ที่หลับ ที่นอนให้เธอฟรีๆ หรือเปล่านะ” จบประโยคจุดสีแดงตรงส่วนปลายบุหรี่แดงวาบขึ้นมาก่อนที่กลีบปากหนาจะพ่นควันฉุนลอยสูงทิ้งไปในอากาศ
“นี่คุณมาดักรอเพื่อเยาะเย้ยผมอย่างนั้นหรือ”
“ฉันไม่ได้มาดักรอเธอหรอก...ฉันมาดักรอหมาของฉัน ไม่อยากให้มันวิ่งตามเธอจนเหนื่อย เด็กๆ ขึ้นรถกลับบ้านกันดีกว่า ส่วนเธอ...มีแรงเท่าไหร่อยากไปไหนก็เชิญตามสบาย” บุหรี่มวนสั้นถูกโยนลงไปบนพื้น โดยมีปลายรองเท้าบูตตามไปขยี้ดับ เจ้าของรถเปิดประตูด้านหลังก่อนจะตบฝ่ามือลงไปบนเบาะเรียกให้หมาทั้งสามที่วิ่งตามมากระโดดขึ้นไปนั่งชูคอแลบลิ้นอย่างรู้หน้าที่
“ผมไปแน่” ใบหน้าบวมสะบัดมองไปตามถนนสายยาว
“เดี๋ยวก่อน...ก่อนที่เธอจะไปรองเท้าฉัน...ถอดออกมา เสื้อ...กางเกง ถ้าจะไปก็ไปตัวเปล่าเพราะเมื่อคืนนี้...เธอมาตัวเปล่า”
“คุณมันไอ้คนใจดำ แล้วเมื่อคืนช่วยผมมาทำไม”
“เมื่อคืนนี้...ฉันช่วยเธอเพราะคิดว่า เธอจะมีจิตสำนึกคิดถึงบุญคุณของฉันบ้าง แต่ดูจากที่เธอขโมยของ...แล้วหนีออกมาอย่างนี้ รู้อะไรมั้ย ฉันไม่ฆ่าเธอหมกป่าก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
มือหยาบคว้าคอเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวใหญ่ ซึ่งถูกขโมยมาสวมใส่ทับเสื้อยืดขาดๆ แล้วกระชากมันถอดออก เหลือเพียงเสื้อยืดขึ้นราขาดๆ ด้านใน มีดทำครัวปลายแหลมถูกกระดาษจากหน้าหนังสือพันทบ ทำเป็นปลอกเหน็บติดไว้กับบั้นเอวบาง จากนั้นมือใหญ่ปลดเข็มขัดหนังกับรูดซิปถอดกางเกงพร้อมรองเท้าคืน ปล่อยให้คนตัวเล็กเหยียบยืนอยู่บนพื้นถนนลาดยางด้วยเท้าเปล่า
“จิ๊ จิ๊ จิ๊ น่าสมเพชชะมัด เอาล่ะผ้าขี้ริ้วที่เธอสวมอยู่ฉันยกให้ แต่เดิมฉันใช้มันเช็ดเท้า แต่ตอนนี้ฉันมีผืนใหม่แล้ว” เสื้อและกางเกงที่เพิ่งถูกปลดคืนไปในมือถูกชูขึ้น จากนั้นเจ้าของโยนมันลงไปในกระบะหลัง
“ไปตายซะ” เจ้าของใบหน้าบวมช้ำสะบัดหน้าแล้วออกแรงถีบฝีเท้าวิ่งไปตามทาง ไม่ได้เหลียวหลังหันกลับมามองคนที่เคยช่วยชีวิต
“คุณเปลว..คือ”
“กลับบ้าน สภาพนั้น...ไปได้ไม่ไกลหรอก”
"ครับ.."
แสงไฟจุดเล็กๆ เป็นเหมือนความหวังอันยิ่งใหญ่ให้กับคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ เท้าคู่เล็กเต็มไปด้วยรอยแผลวิ่งตรงเข้าไปก่อนจะชะงักการเคลื่อนไหวหลบอยู่หลังพุ่มไม้ เฝ้าแอบดูกลุ่มชายฉกรรจ์หกเจ็ดคนที่กำลังล้อมวงกินเหล้าตรงชานบ้านพักหลังเล็ก
“ฝนตกแบบนี้ ถ้าได้กะหรี่มานอนกกสักคนคงดี ครั้งก่อนโคตรมัน ทำไมมึงไม่ขับรถเข้าเมืองไปเอามาอีกสักคนวะ” เสียงใครคนหนึ่งในวงเหล้าตะโกนเสียงดัง
“เออน่า เดี๋ยวถ้าวันไหนเข้าเมืองกูจะหิ้วขึ้นมาฝาก คืนนี้มึงเล่นกันเองไปก่อนแล้วกัน”
"เล่นพวกเดียวกันเอง กลิ่นสาบเหงื่อเหม็นเปรี้ยวจะตายห่า เอาทีเดียวของกูก็เหี่ยวจะปลุกไม่ขึ้นแล้ว"
"มึงก็เอากันไปก่อน แก้ขัด.."
เท้าเล็กชักกลับแล้วขยับเดินถอยหลัง ก่อนจะหันหน้าแล้วออกแรงวิ่งต่อไป โดยไม่ได้เข้าไปร้องขอความช่วยเหลือ แสงสว่างในยามกลางวันช่วงครึ่งบ่ายถูกเมฆสีเทากลืนหายไปจนแทบมองสิ่งใดไม่เห็น ความน่ากลัวของลมฝนช่วงมรสุมทิ้งสายฝนเย็นๆ ตกหนักหนาเม็ดมากขึ้นเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่ฝ่าเท้าระบมเสียหลักทำให้จ้าของร่างลื่นล้มลงไปนอนกองกับพื้น
ปี๊นนนนนนน เสียงแตรรถบีบยาว กับไฟตัดหมอกสว่างจ้าสาดแยงเข้าตาทำให้ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ร่างเล็กฟุบลงไปกับพื้นถนนอันเย็นเฉียบ
“น้อง น้องเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ช่วยผมด้วย”
บ้านไม้หลังใหญ่สไตล์ยุโรปปลูกอยู่ติดกับตีนเขา ช่วงเช้าหลังผ่านคืนฝนฉ่ำทำให้เกิดเป็นหมอกหนาลอยตัดหน้ามาจนถึงตีนบันไดบ้าน เจ้าของบ้านร่างหนาตะโกนสั่งงานลูกน้องสี่ห้าคนซึ่งกำลังกระโดดขึ้นไปนั่งส่วนท้ายกระบะหลังก่อนมันจะขับเคลื่อนออก ส่วนตัวเองเดินถอยกลับเข้ามาภายในบ้านแล้วขึ้นไปบนชั้นสอง
แกร๊ก ผัวะ! ครึก โครม
“ปล่อยกู..”
คนป่วยที่เพิ่งรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหล แล้วพบว่าตัวเองถูกใส่โซ่ล่ามตรวนประหนึ่งนักโทษในคุกใหญ่ ใช้คานไม้จากราวแขวนจากตู้เสื้อผ้าต่างอาวุธทุบลงไปทันที เมื่อมีใครเดินพ้นผ่านประตูเข้ามา หากทว่าเจ้าของบ้านเหมือนจะรู้เท่าทัน ท่อนแขนใหญ่ถูกยกขึ้นมาคว้าไม้ท่อนนั้นไว้ ก่อนจะคว้าลำคอเล็กเหวี่ยงร่างบางทุ่มกลับลงไปพื้นห้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"ปล่อยกู"
“ฤทธิ์ยังเยอะเหมือนเดิมเลยนะ” ท่อนขาใหญ่กางคร่อมกดขังคนตัวบางไว้ใต้หว่างขา อุ้งมือหยาบกางกดลำคอเล็กให้หงายนอนอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าช้ำแดงก่ำด้วยอารมณ์โกรธ พยายามยื้อยุดฉุดแขนขาให้เป็นอิสระ
“ปล่อยกู...”
“เธอนี่มัน....หมาจิ้งจอกในร่างกระต่าย....ไม่เปลี่ยนเลย”
